TH EN

สารจากคณะกรรมการ

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2567 ยังคงถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกที่บริษัทฯ ไม่สามารถควบคุมได้ สภาวะเศรษฐกิจเติบโตในระดับต่ำ 2.6% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2566 ที่ระดับ 1.9% กําลังซื้อของผู้บริโภคยังคงถูกบั่นทอนจากอัตราดอกเบี้ยและหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในอัตราการตลาดบ้านระดับกลาง-ล่างเพิ่มสูงขึ้น กอปกับยังไม่มีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นเพียงพอจะดึงดูดใจผู้บริโภค ส่งผลให้การฟื้นตัวของยอดขายและยอดโอนไม่เป็นไปตามเป้าที่บริษัทวางไว้ อย่างไรก็ดี รายได้จากธุรกิจโรงแรมและธุรกิจบริการยังคงฟื้นตัวจากจํานวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นจากการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและจากนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากภาครัฐ ขณะเดียวกันฐานะทางการเงินของบริษัทและบริษัทย่อยเริ่มแข็งแกร่งขึ้น หนี้สินที่มีภาระผูกพันดอกเบี้ยในปี 2567 ลดลง 6,117 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.41 จาก 1.54 ในปี 2566

โดยสรุปปี 2567 จากสภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวมลดลง 18% มาอยู่ที่ระดับ 8,917 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จํานวน 5,011 ล้านบาท ลดลง 30% ทั้งนี้เป็นส่วนแนวราบลดลง 23% และอาคารชุดลดลง 51% รายได้จากการประกอบกิจการโรงแรมจํานวน 2,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% รายได้ค่าเช่าและบริการ 502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และมีรายได้จากการขายที่ดิน 874 ล้านบาท บริษัทเปิดโครงการใหม่เพียง 1 โครงการ มูลค่า 2,140 ล้านบาท มีผลการดําเนินงานเป็นขาดทุนของส่วนของผู้เป็นเจ้าของของบริษัทใหญ่ที่ 1,010 ล้านบาท

สําหรับปี 2568 การขับเคลื่อนธุรกิจยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น คณะกรรมการฯ ยังคงเน้นนโยบายการรักษาสภาพคล่อง และสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานะทางการเงินของบริษัท ผลักดันให้รายได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และเร่งลดภาระหนี้สินด้วยการขายทรัพย์สิน

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาท ทั้งการต่อยอดความสําเร็จจากโครงการเดิม และโครงการใหม่ที่เลื่อนเปิดมาจากปี 2567 เน้นทําเลที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญและได้รับการตอบรับสูง โดยเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด เป็นบ้านระดับ Middle to High ให้ความสําคัญในการควบคุมต้นทุนค่าก่อสร้างเพื่อรักษาอัตราการทํากําไรและให้ราคาอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้

บริษัทยังมีแผนจะขยายไปยังธุรกิจรับสร้างบ้านเพิ่มเติม โดยจะจับกลุ่มที่บริษัทมีความชํานาญ ได้แก่บ้านระดับกลางตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป จนถึงกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีกําลังซื้อสูง ในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และอีอีซี ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีการเติบโตที่ดี การรุกเข้าสู่ตลาดรับสร้างบ้าน นอกจากจะเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้จากตลาดรับสร้างบ้าน ซึ่งปีที่ผ่านมามีมูลค่าถึง 211,000 ล้านบาทแล้ว ยังทําให้บริษัทมีสินค้าที่ครอบคลุมทั้งบ้านในโครงการและบ้านสั่งสร้างบนที่ดินของตนเอง

ส่วนธุรกิจโรงแรมของบริษัทในเครือ บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จะได้รับอานิสงค์จากภาคการท่องเที่ยวคาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าประเทศในปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านคน และจะมีรายได้จากโครงการวิลล่าที่ระยองเข้ามาเสริมรายได้ของธุรกิจโรงแรมที่ลดลงจากการขายโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท ไปเมื่อปลายปี 2567

การขับเคลื่อนธุรกิจทั้งหมดนี้ คณะกรรมการยังคงยึดหลักการบริหารภายใต้บริบทของการกํากับดูแลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมการรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการบริษัทฯ ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ลูกค้าผู้มีอุปการคุณ นักลงทุน คู่ค้า พันธมิตร ตลอดจน สถาบันการเงินที่ได้ให้การสนับสนุนการดําเนินงานของบริษัทด้วยดีมาโดยตลอด รวมถึงผู้บริหารและพนักงานทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน และทุ่มเท ตลอดปีที่ผ่านมา


ดร.ทนง พิทยะ
ประธานกรรมการ

นายศานิต อรรถญาณสกุล
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร